วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

โครงการพระราชดำริฝนหลวง

โครงการพระราชดำริฝนหลวง

ต้นกำเนิดโครงการพระราชดำริฝนหลวง

           โครงการพระราชดำริฝนหลวง เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร ๑๕ จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ ๒-๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ ในวันจันทร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์เดลาเฮย์ ซีดานสีเขียว จากจังหวัดนครพนมไปจังหวัดกาฬสินธุ์ ผ่านจังหวัดสกลนครและ เทือกเขาภูพาน ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงกรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ควายเหล็กที่มีชื่อเสียงเข้าเฝ้าฯ แล้วพระราชทานแนวความคิดนั้นแก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล
จากทฤษฎีเริ่มแรกที่เกิดขึ้นหลังจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงใช้เวลาอีก ๑๔ ปี ในการวิเคราะห์วิจัย ทบทวนเอกสาร รายงานผลการศึกษาและข้อมูลต่างๆ พระราชทานให้ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เพื่อประกอบการค้นคว้าทดลองมาโดยตลอด
จาก พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา ทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งทรงรอบรู้ และเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งใน และต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัย จึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น ในปีถัดมา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้ การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการสนองพระราชประสงค์ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล จึงได้นำความขึ้น กราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบว่า พร้อมที่จะดำเนินการ ตามพระราชประสงค์แล้ว ดังนั้นในปีเดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑-๒ กรกฎาคม ๒๕๑๒ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองเป็นคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองเป็นแห่งแรกโดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน ๑ ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลอง ในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆ ทดลองเหล่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจนเกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็วแล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางลมพ้นไปจากสายตาไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผล โดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้ เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

ที่มา:https://moeiluhan.wordpress.com

เกษตรทฤษฎีใหม่


เกษตรทฤษฎีใหม่


                       การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มหาราช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ของประเทศไทย ได้ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มีชีวิตอยู่โดยหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน โดยหลักการคือ การแบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกนั้น ให้ขุดสระกักเก็บน้ำจำนวน 30% ของพื้นที่ทั้งหมด เนื่องจากการเกษตร จำเป็นต้องใช้น้ำ ส่วนที่สอง ให้ปลูกข้าว จำนวน 30% ของพื้นที่เพราะครอบครัวต้องกินต้องใช้ สำหรับเป็นแหล่งอาหารหลัก ส่วนที่สาม ให้ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เก็บดอกผลไว้กินไว้ขาย เสริมสร้างรายได้ส่วนหนึ่งอีกทาง และส่วนที่สี่ เป็นพื้นที่สำหรับใช้สร้างสิ่งปลูกสร้างเช่น ที่อยู่อาศัย โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ฉาง จำนวน 10% ของพื้นที่ จำนวนสัดส่วนของพื้นที่นี้ทั้งหมดสามารถปรับเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพพื้นที่แต่ละแห่งได้ตามสะดวก ตัวอย่างคือ มีที่นาอยู่ที่ 4 ไร่ จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน อาจจะได้ประมาณส่วนละ 1 ไร่ แต่ให้พิจารณาถึงความจำเป็นและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ด้วย หากพื้นที่โดยรอบแห้งแล้วกันดาร ให้เผื่อเนื้อที่ของการปลูกต้นไม้ยืนต้นและสระเก็บน้ำมากหน่อย เนื่องจากน้ำเป็นสิ่งจำเป็น และหากมีแต่น้ำแต่ผืนดินไม่ชุ่มชื้นเพราะขาดต้นไม้ให้ร่มเงา น้ำก็จะขาดแคลน การแบ่งพื้นที่ดังตัวอย่างมีดังนี้ พื้นที่ส่วนที่ 1 จำนวน 1.2 ไร่ ขุดสระกักเก็บน้ำจำนวน 2 สระ สามารถกักเก็บน้ำได้มาก เพียงพอต่อการนำน้ำมาใช้ในการทำการเกษตรได้ทั้งปีแต่การผันน้ำมาใช้นั้น หากพื้นที่กว้างใหญ่ เช่นมีเนื้อที่ประมาณ 12-13 ไร่ การขุดสระโดยใช้พื้นที่ถึง 3-4 ไร่นั้นยังคงต้องใช้เครื่องจักรกลในการสูบน้ำมาใช้ ทำให้สูญเสียพลังงานเชื้อเพลิงจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ถ้าสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ หรือหาพลังงานเชื้อเพลิงอื่นทดแทน หรือมีการวางแผนการใช้น้ำ เช่น หากพื้นที่มีระดับที่ต่างกันมาก สามารถวางท่อนำน้ำออกมาใช้โดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำและน้ำมัน เป็นการจัดการทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลงได้ในระยะยาว สำหรับพื้นที่เล็กๆ ประมาณ 1-2 ไร่ สามารถทำเป็นท้องร่องได้โดยกะให้กว้างพอประมาณไม่ให้แคบเกินไปเพราะเนื้อที่แคบน้ำจะขาดแคลน พื้นที่ส่วนที่ 2 ใช้พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ปลูกข้าว การปลูกข้าวด้วยพื้นที่ 1 ไร่ควรใช้วิธีการดำนา หรือ การปลูกข้าวต้นเดียว เพราะจะให้ผลผลิตดี ปริมาณมากกว่าการปลูกข้าวแบบหว่านปกติ เนื่องจากการปักข้าวลงดินเองจะทำให้ข้าวมีผลผลิตดี การเตรียมดิน และปักดำโดยใช้ข้าวจ้าวหอมมะลิ 105 ทำการกำจัดวัชพืชในนาข้าว โดยการถอน และไถกลบ เริ่มแรกอาจมีการปลูกพืชตระกูลถั่วก่อนเนื่องจากถั่ว เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย เจริญเติบโตเร็ว หลังเก็บเกี่ยวสามารถไถกลบและซังพืชจะเป็นปุ๋ยชั้นดีให้นาข้าว พื้นที่ส่วนที่ 3 มีทั้งหมด 1.5 ไร่ ปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยสามารถปลูกมะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ ปลูกกล้วยน้ำว้า ปลูกพืชผัก ปลูกไม้ใช้สอย เช่น ต้นสัก ต้นไผ่รวก ไผ่ตง หรือ ต้นหวาย โดยทั้งนี้พื้นที่การปลูกอาจใช้พื้นที่ทั้งหมดที่เหลือโดยพื้นที่สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนก็สามารถปลูกคร่อมพื้นที่ส่วนที่ 3 ได้เช่นเดียวกัน พื้นที่ส่วนที่ 4 นี้มีพื้นที่เหลือประมาณ 3 งาน สามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับสร้างที่อยู่อาศัยและคอกสัตว์เล็กๆ ใต้ถุนเรือน หรือผสมผสานในการปลูกบ้านเรือนยกสูงบนสระน้ำ ให้ใต้ถุนเป็นคอกเลี้ยงเป็ดไก่ หมู ติดกับสระน้ำ โดยในน้ำก็มีการเลี้ยงปลาดุกปลานิลผสมกัน เป็นแนวทางการเกษตรแบบพึ่งพาอาศัย เกษตรทฤษฎีใหม่ สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่มาก เกษตรทฤษฎีใหม่ คือแนวทางที่ยั่งยืน โดยที่แต่เดิมจะเหมาะกับเกษตรกรที่มีพื่นที่ทางการเกษตรค่อนข้างมากพอสมควร แต่สำหรับเกษตรกรที่มีมีพื้นที่ไม่มากนัก ก็สามารถที่จะทำได้โดยการลดหลั่นของพื้นที่ทำกินในแบบผสมผสานพึ่งพาอาศัย

ที่มา:http://www.kasetorganic.com

Taeyeon

I Got Love
โอ้ยยย สวยหรูดูแพงงงง
แทยอนออนนี่
แค่Teaser ก็ตายละ งื้ออออ >//<

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ORIGAMI


ศิลปะงานพับกระดาษเป็นรูปแบบต่างๆ (Origami)



        การพับกระดาษ (Origami) หรือเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 折り紙 ซึ่งมีความหมายมาจากคำว่า โอริ ซึ่งแปลว่า “การพับ” และ กามิ ที่แปลว่า “กระดาษ” งานศิลปะที่เรียกว่าโอริกามิ เป็นศิลปะที่ใช้กระดาษพับขึ้นมาเป็นรูปร่างต่างๆ โดยเป็นศิลปะดั้งเดิมในประเทศญี่ปุ่นมานานมากแล้ว ประวัติเกี่ยวกับโอริกามิ เริ่มมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 และในที่สุดก็โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงกลางศตวรรษของปี 1900 เป็นต้นมา ซึ่งในปัจจุบันนี้ ศิลปะการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นได้พัฒนาขึ้นมากลายเป็นงานศิลปะสมัยใหม่ ที่มีรูปแบบเกิดขึ้นมากมาย งานศิลปะที่จัดเป็นโอริกามินั้นจะต้องเป็นการนำเอากระดาษมาพับหรือดัดงอให้เป็นรูปทรงต่างๆโดยการใช้เทคนิคคล้ายกับการปั้นและการจัดแต่งชิ้นงาน และจะต้องไม่มีการตัดกระดาษหรือใช้กาวยึดติดใดๆ ในกรณีที่ใช้การตัดกระดาษและติดกาวในชิ้นงาน จะเรียกว่าเป็นศิลปะแบบ คิริกามิ (kirigami) อย่างเช่นการทำ โมเดลกระดาษ แบบต่างๆ (Papercraft Model) เป็นต้นการพับกระดาษโดยพื้นฐานดั้งเดิมแล้วจะเป็นการพับแบบง่ายๆ แต่สามารถสร้างรูปทรงขึ้นมาเป็นงานออกแบบที่สวยงามได้ ต่างกับงานโอริกามิสมัยใหม่ ที่สลับซับซ้อนขึ้น และท้าทายกับศิลปินที่จะต้องใช้ฝีมือและสมาธิในการสร้างชิ้นงานมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถ้าจะพูดถึงแบบการพับกระดาษที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการพับกระดาษที่โด่งดังที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการพับกระดาษเป็นรูปนกกระเรียน (Japanese paper crane) ที่น่าจะพบเห็นได้บ่อยที่สุด โดยทั่วไปแล้ว งานโอริกามิ จะเริ่มจากการใช้กระดาษสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยสองด้านอาจจะมีสีด้านใดด้านหนึ่ง มีสีและลายทั้งสองด้าน หรืออาจจะไม่มีสีหรือลวดลายก็ได้ แบบและวิธีพับโอริกามี ในสมัยก่อน อาจจะไม่ได้เริ่มจากการใช้กระดาษสี่เหลี่ยมจตุรัส อย่างเช่น อาจจะใช้กระดาษสี่เหลี่ยมผื่นผ้า เช่นการพับเรือใบ หรือการพับดอกไม้จากกระดาษห้าเหลี่ยมเป็นต้น สำหรับในปัจจุบัน กระดาษที่เราพบเห็นกันบ่อยๆและหาได้ง่ายก็น่าจะเป็นกระดาษถ่ายเอกสาร หรือกระดาษ A4 ที่ซื้อได้เป็นรีมตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป กระดาษที่ใช้ในการพับโอริกามิ ที่จริงแล้วสามารถใช้กระดาษชนิดใดก็ได้ สำหรับกระดาษ A4 ธรรมดา ก็สามารถเอามาตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส แล้วสามารถใช้งานได้เหมือนกัน
กระดาษที่ใช้สำหรับการพับ – กระดาษสำหรับโอริกามิ (Origami paper)ตามประเพณีเดิมของการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นแล้ว กระดาษที่ใช้ในการพับจะเป็นกระดาษเฉพาะที่ใช้เพื่องานศิลประการพับ เรียกว่ากระดาษกามิและกระดาษชิโยกามิ แต่สำหรับกระดาษที่น่าจะเห็นได้บ่อยและหาง่ายกว่า ก็คือกระดาษกามิ กระดาษชนิดนี้จะมีลักษณะที่บาง เหนียว และมักจะพิมพ์สีด้านหนึ่ง ราคาจะค่อนข้างถูก สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายกระดาษใหญ่ๆ ส่วนสำหรับกระดาษวาชิ จะเป็นการเรียกกระดาษที่ทำขึ้นเองโดยตัวศิลปินเพื่อใช้สำหรับงานพับโอริกามิ ในปัจจุบันก็มีขายอยู่ แต่จะมีราคาแพงมาก กระดาษวาชิจะมีลักษณะพิเศษที่มีความเหนียวมาก แต่ก็ยังคงนุ่ม กระดาษวาชิจะพับในส่วนที่เป็นมุมแหลมได้ยากกว่ากระดาษแบบอื่นๆเนื่องจากว่าจะไม่ค่อยคงรอยพับไว้ และกระดาษแบบสุดท้ายคือกระดาษชิโยกามิ เป็นกระดาษที่มีเนื้อคล้ายกระดาษวาชิ แต่บางกว่าและพับมุมได้ง่ายกว่า มีราคาถูกกว่า และโดยทั่วไปจะพิมพ์ลายต่างๆที่เป็นลายดั้งเดิมของญี่ปุ่นอยู่ด้านหนึ่ง กระดาษชิโยกามิจะมีลักษณะคล้ายๆกระดาษปอนด์ทั่วไป สำหรับกระดาษชนิดอื่นๆที่หาได้ง่ายกว่า ซึ่งอาจจะเอามาพับกระดาษได้อย่างเช่น
กระดาษปอนด์ กระดาษชนิดนี้เป็นกระดาษที่หาได้ตามร้านเครื่องเขียนทั่วๆไป จะขายเป็นรีม อาจจะเรียกว่ากระดาษถ่ายเอกสาร จะมีหลายขนาด แต่ที่พบบ่อยๆก็คือ กระดาษ A4 ซึ่งเป็นกระดาษที่ใช้กันทั่วไป กระดาษปอนด์จะมีขนาดอื่นๆอีกอย่างเช่น กระดาษ A3, กระดาษ A2 หรือ กระดาษขนาด Letter เป็นต้น กระดาษชนิดนี้จะมีเนื้อสีขาว พับง่าย คงรูปได้ดี มีน้ำหนักของกระดาษและคุณสมบัติความเหนียวแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อ แต่โดยทั่วๆไปแล้ว ข้อเสียของกระดาษชนิดนี้คือ จะนำมาพับแบบพับกระดาษที่สลับซับซ้อนและมีการพับส่วนเล็กๆหักมุมมากๆไม่ดี เนื่องจากกระดาษจะมีความเปราะ และถ้าพับทบไปมามากๆกระดาษก็มักจะขาดได้ เราสามารถนำเอากระดาษปอนด์มาตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส กระดาษ A4 เมื่อตัดแล้วก็จะได้สี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดประมาณแปดนิ้ว ซึ่งค่อนข้างเหมาะกับการพับแบบทั่วๆไป สำหรับแบบพับที่ยากๆ เราสามารถใช้กระดาษขนาด A3 ซึ่งเมื่อตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสแล้ว จะได้ขนาดประมาณ 11 นิ้วครึ่ง ซึ่งใหญ่พอที่จะใช้พับแบบที่ซับซ้อนขึ้นได้ นอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถใช้กระดาษปอนด์พิมพ์ลายผ่านเครื่องพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้ได้สีและลายที่เราต้องการก่อนที่จะนำมาพับ จึงค่อนข้างเหมาะกับการใช้พับคุซุดามะ (ลูกบอลกระดาษ) ที่เราจะสามารถทำเป็นสีและลายที่เราต้องการได้ กระดาษปอนด์สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านเครื่องเขียนทั่วๆไป การเลือกซื้อกระดาษปอนด์ให้เหมาะกับการนำมาพับกระดาษควรที่จะเลือกกระดาษที่มีน้ำหนักต่ำๆ บางๆ แต่มีความเหนียวและคงรูปได้ดี 
กระดาษคราฟท์ สำหรับกระดาษคราฟท์ จะเป็นกระดาษเนื้อหยาบ มักจะเป็นสีน้ำตาล แต่ก็มีแบบที่เป็นสีขาว เรียกว่ากระดาษคราฟท์ฟอกขาว สามารถหาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ โดยมักจะขายเป็นม้วน กระดาษคราฟท์โดยทั่วไปแล้วสามารถใช้เป็นกระดาษเพื่อฝึกการพับได้ดี เนื่องจากคุณสมบัติที่มีความเหนียวและแข็งแรงมากกว่ากระดาษทั่วๆไป ทำให้สามารถใช้ลองหัดพับได้โดยที่กระดาษไม่ขาด รวมถึงมีราคาถูกและไม่เปื่อยง่าย แต่เนื่องจากกระดาษคราฟท์มักจะหนาและหยาบมากกว่าปกติ รวมทั่วยังเป็นสีน้ำตาลจึงมักจะไม่ใช้ในการพับงานตัวจริง ที่อาจจะต้องการกระดาษที่สวยกว่านี้ 


วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

TENSE

TENSE
สรุปหลักการใช้ Tense ฉบับย่อ เพื่อเปรียบเทียบให้นักเรียนได้เข้าใจและมองเห็นภาพ

Tense ใหญ่ มี 3 Tense

1. Present Tense เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
2. Past Tense เป็นเรื่องราวในอดีต
3. Future Tense เป็นเรื่องราวในอนาคต
Tense ใหญ่ แยกออกเป็น 4 Tense ย่อย รวมเป็น 12 Tense ดังนี้
1. Present Tense เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
 1.1 Presenst Simple บอกข้อเท็จจริงทั่วไป
  • I eat rice everyday. ฉันกินข้าวทุกวัน
1.2 Present Continuous บอกเหตุการณ์ที่กำลังกระทำขณะนี้
  • I am eating rice. ฉันกำลังกินข้าว
1.3 Present Perfect บอกเหุตการณ์ที่ได้ทำเสร็จแล้วขณะพูด หรือ เหตุการณ์ที่กระทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
  • I have eaten rice. ผมกินข้าวแล้ว (กินอิ่มมาแล้ว)
  • I have eaten rice for 20 minutes. ผมกินข้าวแล้วเป็นเวลา 20 นาที (ตอนนี้ก็กินอยู่)
1.4 Present Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คล้ายกับ Present Perfect แต่ตัวนี้เป็นการเน้นว่าทำแบบไม่หยุดเลย
  • I have been eating rice for 1 hour. ผมกินข้าว (แบบไม่พูดคุยหรือลุกไปไหนเลย)เป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว
2. Past Tense เป็นเรื่องราวในอดีต
2.1 Past Simple บอกว่าได้ทำอะไร เมื่อไหร่ในอดีต
  • I ate rice yesterday. ฉันกินข้าวเมื่อวาน
2.2 Past Continuous บอกเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในอดีต
  • I was eating rice when my dad came. ฉันกำลังกินข้าวอยู่ เมื่อพ่อมาถึง
2.3 Past Perfect บอกเหุตการณ์ที่ได้ทำเสร็จแล้วในอดีต
  • I had eaten rice when my dad came. ผมกินข้าวเสร็จแล้ว เมื่อพ่อมาถึง
2.4 Past Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึง ณ เวลาหนึ่งในอดีต
  • I had been eating rice for 1 hour when my dad came. ผมกินข้าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว เมื่อพ่อมาถึง
3. Future Tense เป็นเรื่องราวในอนาคต
3.1 Future Simple บอกว่าจะทำอะไร ในอนาคต
  • I will eat rice tomorrow. ฉันจะกินข้าวพรุ่งนี้
3.2 Future Continuous บอกเหตุการณ์ที่จะกระทำอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต
  • At nine o’clock tomorrow, I will be eating rice. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ฉันจะกำลังกินข้าวอยู่นะ (ห้ามโทรมา ห้ามมาเรียก)
3.3 Future Perfect บอกเหุตการณ์ที่จะทำเสร็จแล้วในอนาคต
  • At nine o’clock tomorrow, I will have  eaten rice. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ผมกินข้าวเสร็จแล้วนะ (โทรมาได้ เพราะว่างแล้ว)
3.4 Future Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึง ณ เวลาหนึ่งในอนาคต
  • At nine o’clock tommorrow, I will have been eating rice for 1 hour. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ผมจะกินข้าวแล้วเป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว (บอกให้รู้เฉยๆว่าฉันจะกินข้าวนานแค่ไหน)
ถึงแม้จะมี 12 Tense ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ใช้ ทุกตัวหรอกครับ ที่ใช้บ่อยได้แก่
  • Present Continuous
  • Present Simple
  • Present Perfect
  • Past simple
  • Future Simple

KUMKOM

How to play : เกมต่ออักษรภาษาไทย คำคม

คำคม (Kumkom) เป็นเกมต่่ออักษรไทยให้เป็นศัพท์ภาษาไทยที่พัฒนาขึ้นและจัดจำหน่ายโดย บ. Max Ploys จำกัด ซึ่งคล้ายกับเกมต่อศัพท์ภาษาอังกฤษ (Scrabble / Crossword) ที่ต้องจัดเรียงตัวเบี้ยอักษรที่จับขึ้นมาแบบสุ่มเรียงให้เป็นคำและวางลงบนกระดาน แต่เกมต่อศัพท์ภาษาไทย คำคม จะใช้เบี้ยที่เป็นพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ในภาษาไทยเข้ามาแทน และมีกติกาที่แตกต่างจากการเล่นเกมต่อสมการคณิตศาสตร์ A-Math และเกมต่อศัพท์ภาษาอังกฤษ Crossword คือการนำศัพท์เก่าออกจากกระดานและให้เหลือแต่คำล่าสุดที่ลงเอาไว้
วิธีการเล่นเกมต่อศัพท์ภาษาไทย คำคม

ผู้เล่นจะต้องเตรียมเบี้ย 2 ประเภทคือ เบี้ยพลาสติกที่เป็นตัวอักษรและสระ รวมถึงเบี้ยว่างซึ่งเป็นเบี้ยพิเศษที่ใช้แทนตัวอักษรใดก็ได้จำนวน 104 แบบ และเบี้ยวรรณยุกต์และสระบางตัวที่เป็นเบี้ยกระดาษ โดยมีตัวอักษรต่าง ๆ จำนวนดังต่อไปนี้
ตัวอักษรจำนวนตัวอักษรจำนวนตัวอักษรจำนวน
ก4 ตัวท2 ตัวศ/ฤ1 ตัว
ข2 ตัวธ1 ตัวส3 ตัว
ค2 ตัวน3 ตัวห2 ตัว
ฆ/ซ1 ตัวบ3 ตัวฬ/ญ1 ตัว
ง3 ตัวป2 ตัวอ3 ตัว
จ2 ตัวผ1 ตัวฮ/ฦ1 ตัว
ฉ1 ตัวฝ1 ตัวา5 ตัว
ช2 ตัวพ2 ตัวำ2 ตัว
ณ/ษ1 ตัวฟ2 ตัวเ5 ตัว
ฎ/ฏ1 ตัวภ1 ตัวแ4 ตัว
ฐ/ฑ1 ตัวม3 ตัวไ2 ตัว
ฒ/ณ1 ตัวย3 ตัวใ2 ตัว 
ด 3 ตัวร3 ตัวโ3 ตัว
ต2 ตัวล3 ตัวะ6 ตัว
ถ1 ตัวว3 ตัวตัวว่าง4 ตัว
* สามารถเลือกใช้เบี้ยที่ตัวอักษรคู่ได้เพียงตัวเดียว และเลือกได้ครั้งเดียวตลอดเกมการเล่น
* สามารถต่อเป็นตัวอักษรลากข้าง (ๅ) เช่น ฤๅ หรือ ฦๅ โดยใช้ตัวว่างได้เท่านั้น
เบี้ยแต่ละตัวจะมีคะแนนระบุเป็นตัวเลขไทยที่มุมล่างด้านขวา ซึ่งเมื่อประกอบเป็นคำและวางลงบนกระดานในตำแหน่งพิเศษที่มีสีปรากฏอยู่ จะได้คะแนนดังต่อไปนี้
  • สีฟ้า – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 2 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีเขียว – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 3 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีส้ม – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 4 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีม่วง – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 5 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีชมพู – ศัพท์คำใดที่พาดผ่านช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 2 จากคะแนนรวมของทั้งคำ
  • สีแดง – ศัพท์คำใดที่พาดผ่านช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 3 จากคะแนนรวมของทั้งคำ
สำหรับเบี้ยกระดาษที่เป็นวรรณยุกต์และสระบางตัวจะไม่มีคะแนนในตัวเอง แต่สามารถใช้ในการเล่นตลอดเวลาที่ต้องการ ได้แก่ สระอิ สระอี สระอึ สระอือ สระอุ สระอู ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา ไม้ทันฑฆาต และไม้หันอากาศ
เริ่มต้นการเล่น
ผู้เล่นจะต้องจับเบี้ยเพื่อสุ่มหาว่าใครจะได้เป็นผู้เริ่มเล่นก่อน โดยตัวว่างจะมีค่ามากที่สุด ตามด้วยตัวอักษรตั้งแต่ ก – ฮ แต่สระจะไม่มีค่าใด ๆ ผู้ใดได้เบี้ยที่สูงกว่าจะเป็นผู้เริ่มเล่นก่อน หรือใช้วิธีอื่นตามแต่จะตกลงกัน
ผู้เล่นหยิบเบี้ยขึ้นมา 9 ตัวจากถุงเข้าสู่ที่วางบนแป้น และผู้เล่นจะต้องประกอบตัวอักษรเพื่อสร้างคำศัพท์ที่มีความหมายในพจนานุกรมโดยใช้ตัวเบี้ยอักษรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปในแนวนอนหรือแนวตั้งก็ได้ ซึ่งผู้เล่นคนแรกจะต้องเริ่มวางจากกลางกระดานเสมอ และผู้เล่นสามารถนำเบี้ยกระดาษมาใช้สร้างคำได้ตลอดเวลา
เมื่อผู้เล่นคนแรกวางศัพท์และคำนวณคะแนนตามเงื่อนไขทั้งคำที่วางลงไปได้เรียบร้อยแล้ว ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามหรือผู้เล่นคนถัดไปจะต้องต่อคำศัพท์โดยเชื่อมกับคำที่ปรากฏบนกระดานก่อนหน้านี้ เมื่อผู้เล่นสามารถต่อศัพท์ได้เรียบร้อยแล้ว ให้นำคำศัพท์ตัวเดิมของผู้เล่นคนก่อนหน้าหรือคู่ต่อสู้ออกจากกระดาน จากนั้นจึงผลัดกันเล่นและคำนวณคะแนนต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไขในการสิ้นสุดเกม
ผู้เล่นสามารถใช้สิทธิผ่าน ไม่เลือกเล่นในตานั้น ๆ โดยที่คะแนนในตาที่ผ่านนั้นจะเป็น 0 และผู้เล่นอีกฝ่ายจะได้เล่นต่อ
ผู้เล่นสามารถต่อศัพท์ให้คำที่มีความหมายปรากฏมากกว่า 1 คำในตาเดียวกันได้ แต่ศัพท์ที่ลงจะต้องมีความหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะคิดจากแนวใด ๆ และผู้เล่นที่สามารถทำได้จะได้คะแนนจากคำศัพท์ทุกคำที่มีความหมายตามเงื่อนไขและตำแหน่งเบี้ยที่วางบนสีที่ปรากฏบนกระดาน
เงื่อนไขพิเศษในการเล่น
* ผู้เล่นจะได้คะแนนพิเศษในการเล่นเมื่อสามารถนำเบี้ยตัวอักษรมาสร้างคำใหม่ตั้งแต่ 6 – 9 เบี้ยในคราวเดียวกัน โดยจะบวกเพิ่มให้นอกเหนือจากคะแนนที่ได้จากคำศัพท์อยู่แล้วดังต่อไปนี้
6 ตัวอักษร +40 คะแนน 7 ตัวอักษร +50 คะแนน 8 ตัวอักษร +70 คะแนน 9 ตัวอักษร +90 คะแนน
* ผู้เล่นสามารถขอเปลี่ยนเบี้ยตัวอักษรที่อยู่ในแป้นตัวเองได้ตั้งแต่ 1 – 9 ตัวเมื่ออยู่ในตาของตนเอง โดยจะต้องผ่านในตานั้นทันทีหลังจากการจับสุ่มเปลี่ยนเบี้ยใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่จะเปลี่ยนไม่ได้ เมื่อตัวเบี้ยที่อยู่ในถุงเหลือไม่เกิน 9 ตัว
* ในกรณีที่ผู้เล่นไม่สามารถลงศัพท์ต่อไปได้ และยังมีเบี้ยเหลืออยู่ในถุง และมีการเปลี่ยนตัวศัพท์หรือขอผ่านฝ่ายละ 3 ครั้งติดต่อกัน ให้ยกศัพท์เก่าบนกระดานออก และเริ่มต้นเล่นใหม่กลางกระดานโดยคิดคะแนนต่อไปได้เลย
* ผู้เล่นสามารถเรียกขอตรวจศัพท์ของอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีคำนั้น ๆ ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมคำศัพท์หรือไม่ โดยหากเปิดเจอศัพท์จริง ผู้เล่นที่ร้องขอการตรวจศัพท์จะเสียการเล่นไป 1 ตาทันที แต่หากตรวจแล้วไม่พบศัพท์ ให้ยกตัวเบี้ยออก และผู้ที่ลงศัพท์ที่ไม่มีอยู่จริงจะได้คะแนน 0 คะแนนในตานั้นทันที และเปลี่ยนตาเล่นให้เป็นของผู้เล่นคนถัดไปหรือผู้ที่ร้องขอทันทีเช่นกัน
* ผู้เล่นสามารถตั้งเวลาในการเล่นเกมต่ออักษรภาษาไทย คำคม ได้ โดยแต่ละฝ่ายจะต้องใช้เวลาไม่เกิน 25 นาทีต่อเกมในการเล่น
เงื่อนไขในการสิ้นสุดเกม
เกมจะสิ้นสุดเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้เบี้ยหมด หลังจากที่เบี้ยในถุงหมดเรียบร้อยแล้ว โดยผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องนำคะแนนของเบี้ยตัวอักษรที่ตนเองมีอยู่มารวมกันแล้วคูณ 2 เพื่อเป็นคะแนนพิเศษสำหรับผู้เล่นฝ่ายที่ตัวเบี้ยหมดก่อน
ในกรณีที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายไม่สามารถลงเบี้ยได้ครบ แม้ว่าจะขอเปลี่ยนตัวศัพท์หรือขอผ่านฝ่ายละสามครั้งในกรณีที่เบี้ยตัวอักษรถูกหยิบออกจากถุงทั้งหมดแล้ว รวม 6 ครั้งติดต่อกันแล้วก็ตาม ให้ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายนับเบี้ยที่ตนเองมีอยู่รวมกัน แล้วหักคะแนนออกจากคะแนนที่ตนเองทำได้ในเกมนั้น ๆ
ผู้ใดที่มีคะแนนสะสมทั้งหมดมากกว่า ผู้นั้นเป็นฝ่ายชนะ

A-MATH

กติกาการเล่น A-math
การเริ่มต้น 

1. ผู้เล่นจะต้องจับเบี้ยขึ้นมาฝ่าย ละ 1 ตัวเพื่อดูว่าฝ่ายใดจะได้เล่นก่อน โดยมีหลักคือเรียงตามตัวเลขจากมากไปหาน้อย เครื่อง หมายทั้งหลายถือว่าต่ำกว่า 0 ทั้งหมด และตัวเลขที่ใกล้ 20  มากกว่าจะได้เริ่มเล่นก่อน และถ้าฝ่ายใดจับได้ Blank จะได้เริ่มก่อน (หากอีกฝ่ายจับไม่ได้เบี้ยที่เป็นเลข 20 )
2. ผู้เล่นจับตัวเบี้ยขึ้นมาฝ่ายละ 8 ตัววางบนแป้น โดยที่ผู้เริ่มเล่นก่อนจับก่อน 
3. ผู้เล่นที่ได้เริ่มเล่นก่อนจะต้องจัดตัวเลขเป็นสมการในลักษณะหนึ่งลักษณะใด วางลงบนกระดานในแนวนอนหรือแนวตั้งเท่านั้นโดยต้องมีตัวเบี้ยตัวใดตัวหนึ่งที่ทับบนช่องดาวกลางกระดาน ตัวเบี้ยที่ทับบนช่องดาวจะได้คะแนนแป้น 3 เท่า เพราะช่องดาวกลางกระดานเป็นช่องสีฟ้า 
4. ผู้เล่นคนแรกจะต้องจับตัวเบี้ยในถุงขึ้นมาใหม่เท่ากับจำนวนตัวเบี้ยที่ใช้ไป จากนั้นจะเป็นตาเล่นของผุ้เล่นคนที่สอง ซึ่งจะต้อง ต่อสมการตัวเบี้ยที่มีอยู่ให้เป็นสมการโดยมีตัวเบี้ยที่ลงไปใหม่อย่างน้อยหนึ่งตัวสัมผัสกับตัวเบี้ยที่มีอยุ่แล้วในกระดานแล้ว อาจจะ เป็นการเพิ่มตัวเลขลงบนสมการเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว
การคำนวณคะแนน
1. จากช่องคะแนนพิเศษทั้ง 4 แบบ คือ ช่องสีแดง (ทั้งสมการคูณ 3 ) ช่องสีเหลือง (ทั้งสมการ คูณ 2) ช่องสีฟ้า (คูณ 3 เฉพาะตัวที่ทับช่อง) และช่องสีส้ม (คูณ 2 เฉพาะตัวที่ทับช่อง) หากเกิดกรณีที่ผู้เล่นลงสมการซึ้งมีเบี้ยตัวเลขที่เล่นใหม่ทับช่องพิเศษมากกว่า 1 ช่องแล้ว คะแนนที่ได้นับจากจะนับคะแนนพิเศาแต่ละตัวก่อนแล้วค่อยนำมาคิดช่องพิเศษ ของทั้งสมการ ตัวอย่างเช่น
ผู้เล่น เล่น 7-7 = 6×0 ตัวเบี้ย 7 มีค่า เท่ากับ 2 แต้ม ทับบนช่องสีฟ้า ( เฉพาะตัวคูณ 3 ) เครื่องหมาย = มีค่า 1 แต้ม ทับช่องสีส้ม(เฉพาะตัว คูณ 2) เครื่องหมาย × ทับช่องสีเหลือง (ทั้งสมการคูณ 2) คะแนน การเล่นครั้งนี้เท่ากับ 
[(2 x3)+2+2+(1 x2)+2+2+1] x 2 = 17 x2 = 34 

2. ช่องพิเศษต่างๆนั้นสามารถใช้ได้ในการเล่นทับลงไปครั้งแรกเท่านั้น ในการเล่นครั้งต่อมาเบี้ยที่ทับอยู่บนช่องพิเศษนั้นให้นับคะแนนเฉพาะค่าของเบี้ยเท่านั้น
3. หากผู้เล่นลงเบี้ยใน rank ของตนเองหมดทั้ง 8 ตัว ต่อเป็นสมการหนึ่งสมการในครั้งเดียวได้จะถือว่า Bingo และจะบวกคะแนนบิงโก 40 คะแนนเพิ่มจากคะแนนที่คำนวณได้จากสมการ
การสิ้นสุดเกม 
1. เกมสิ้นสุดเมื่อผู้เล่นคนใดคนหนึ่งใช้ตัวเบี้ยที่ตนมีอยู่จนหมด หลังจากที่ตัวเบี้ยในถุงหมดแล้ว หรือไม่มีผู้เล่นฝ่ายใดสามารถต่อสมการในกระดานได้อีก 
2. หากผู้เล่นฝ่ายหนึ่งสามารถลงเบี้ยของตนเองหมด ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามจะยังคงมีตัวเบี้ยเหลืออยู่ ให้หาคะแนนรวมของตัวเบี้ยนั้นแล้วคูณด้วย 2 นำไปบวกให้กับ ผู้เล่นที่เป็นคนลงตัวเบี้ยหมดก่อน ยกเว้น BLANK ไม่ต้องติดลบ
3. หากผู้เล่นทั้งสงฝ่ายไม่สามรถต่อสมการในกระดานได้อีกหลังจากเบี้ยในถุงหมดแล้วและยังคงเหลือเบี้ยใน Rank ของตนเองอยู่ให้นำผลรวมคะแนนของเบี้ยที่เหลือไปหักลบออกจากคะแนนที่ได้
4. ผู้เล่นฝ่ายใดได้คะแนนมกกว่าจะเป็นผู้ชนะ
กติกาเสริม
1. หากผู้เล่นฝ่ายหนึ่งเห็นว่าผู้เล่นอีกฝ่ายลงสมการที่ไม่เป็นจริงในกระดานแล้วสามารถขอทักท้วงได้จากกรรมการการแข่งขัน และผู้เล่นฝ่ายที่ลงผิดจะต้องนำเบี้ยของตนออกจากกระดานแล้วเสียครั้งเล่นให้อีกฝ่าย2. หากผู้เล่นไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต่อสมการที่ไม่เป็นจริงแล้วสร้างสมการต่อจากสมการเดิมที่ไม่เป็นจริงให้เป็นสมการใหม่ ผู้เล่นอีกฝ่ายจะสามารถขอทักท้วงได้จากกรรมการได้เช่นกัน3. ในการแข่งขันที่ไม่มีการจับเวลาหากผู้เล่นเห็นว่าอีกฝ่ายทำการยื้อเวลาในการเล่นสามารถทักท้วงจากกรรมการได้
4. ในการแข่งขันที่ใช้นาฬิกาจับเวลาหากเวลาของผู้เล่นฝ่ายใดหมดลงก่อนที่เกมส์สิ้นสุดจะถือว่าแพ้ทันที