วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ORIGAMI


ศิลปะงานพับกระดาษเป็นรูปแบบต่างๆ (Origami)



        การพับกระดาษ (Origami) หรือเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 折り紙 ซึ่งมีความหมายมาจากคำว่า โอริ ซึ่งแปลว่า “การพับ” และ กามิ ที่แปลว่า “กระดาษ” งานศิลปะที่เรียกว่าโอริกามิ เป็นศิลปะที่ใช้กระดาษพับขึ้นมาเป็นรูปร่างต่างๆ โดยเป็นศิลปะดั้งเดิมในประเทศญี่ปุ่นมานานมากแล้ว ประวัติเกี่ยวกับโอริกามิ เริ่มมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 และในที่สุดก็โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงกลางศตวรรษของปี 1900 เป็นต้นมา ซึ่งในปัจจุบันนี้ ศิลปะการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นได้พัฒนาขึ้นมากลายเป็นงานศิลปะสมัยใหม่ ที่มีรูปแบบเกิดขึ้นมากมาย งานศิลปะที่จัดเป็นโอริกามินั้นจะต้องเป็นการนำเอากระดาษมาพับหรือดัดงอให้เป็นรูปทรงต่างๆโดยการใช้เทคนิคคล้ายกับการปั้นและการจัดแต่งชิ้นงาน และจะต้องไม่มีการตัดกระดาษหรือใช้กาวยึดติดใดๆ ในกรณีที่ใช้การตัดกระดาษและติดกาวในชิ้นงาน จะเรียกว่าเป็นศิลปะแบบ คิริกามิ (kirigami) อย่างเช่นการทำ โมเดลกระดาษ แบบต่างๆ (Papercraft Model) เป็นต้นการพับกระดาษโดยพื้นฐานดั้งเดิมแล้วจะเป็นการพับแบบง่ายๆ แต่สามารถสร้างรูปทรงขึ้นมาเป็นงานออกแบบที่สวยงามได้ ต่างกับงานโอริกามิสมัยใหม่ ที่สลับซับซ้อนขึ้น และท้าทายกับศิลปินที่จะต้องใช้ฝีมือและสมาธิในการสร้างชิ้นงานมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถ้าจะพูดถึงแบบการพับกระดาษที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการพับกระดาษที่โด่งดังที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการพับกระดาษเป็นรูปนกกระเรียน (Japanese paper crane) ที่น่าจะพบเห็นได้บ่อยที่สุด โดยทั่วไปแล้ว งานโอริกามิ จะเริ่มจากการใช้กระดาษสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยสองด้านอาจจะมีสีด้านใดด้านหนึ่ง มีสีและลายทั้งสองด้าน หรืออาจจะไม่มีสีหรือลวดลายก็ได้ แบบและวิธีพับโอริกามี ในสมัยก่อน อาจจะไม่ได้เริ่มจากการใช้กระดาษสี่เหลี่ยมจตุรัส อย่างเช่น อาจจะใช้กระดาษสี่เหลี่ยมผื่นผ้า เช่นการพับเรือใบ หรือการพับดอกไม้จากกระดาษห้าเหลี่ยมเป็นต้น สำหรับในปัจจุบัน กระดาษที่เราพบเห็นกันบ่อยๆและหาได้ง่ายก็น่าจะเป็นกระดาษถ่ายเอกสาร หรือกระดาษ A4 ที่ซื้อได้เป็นรีมตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป กระดาษที่ใช้ในการพับโอริกามิ ที่จริงแล้วสามารถใช้กระดาษชนิดใดก็ได้ สำหรับกระดาษ A4 ธรรมดา ก็สามารถเอามาตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส แล้วสามารถใช้งานได้เหมือนกัน
กระดาษที่ใช้สำหรับการพับ – กระดาษสำหรับโอริกามิ (Origami paper)ตามประเพณีเดิมของการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นแล้ว กระดาษที่ใช้ในการพับจะเป็นกระดาษเฉพาะที่ใช้เพื่องานศิลประการพับ เรียกว่ากระดาษกามิและกระดาษชิโยกามิ แต่สำหรับกระดาษที่น่าจะเห็นได้บ่อยและหาง่ายกว่า ก็คือกระดาษกามิ กระดาษชนิดนี้จะมีลักษณะที่บาง เหนียว และมักจะพิมพ์สีด้านหนึ่ง ราคาจะค่อนข้างถูก สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายกระดาษใหญ่ๆ ส่วนสำหรับกระดาษวาชิ จะเป็นการเรียกกระดาษที่ทำขึ้นเองโดยตัวศิลปินเพื่อใช้สำหรับงานพับโอริกามิ ในปัจจุบันก็มีขายอยู่ แต่จะมีราคาแพงมาก กระดาษวาชิจะมีลักษณะพิเศษที่มีความเหนียวมาก แต่ก็ยังคงนุ่ม กระดาษวาชิจะพับในส่วนที่เป็นมุมแหลมได้ยากกว่ากระดาษแบบอื่นๆเนื่องจากว่าจะไม่ค่อยคงรอยพับไว้ และกระดาษแบบสุดท้ายคือกระดาษชิโยกามิ เป็นกระดาษที่มีเนื้อคล้ายกระดาษวาชิ แต่บางกว่าและพับมุมได้ง่ายกว่า มีราคาถูกกว่า และโดยทั่วไปจะพิมพ์ลายต่างๆที่เป็นลายดั้งเดิมของญี่ปุ่นอยู่ด้านหนึ่ง กระดาษชิโยกามิจะมีลักษณะคล้ายๆกระดาษปอนด์ทั่วไป สำหรับกระดาษชนิดอื่นๆที่หาได้ง่ายกว่า ซึ่งอาจจะเอามาพับกระดาษได้อย่างเช่น
กระดาษปอนด์ กระดาษชนิดนี้เป็นกระดาษที่หาได้ตามร้านเครื่องเขียนทั่วๆไป จะขายเป็นรีม อาจจะเรียกว่ากระดาษถ่ายเอกสาร จะมีหลายขนาด แต่ที่พบบ่อยๆก็คือ กระดาษ A4 ซึ่งเป็นกระดาษที่ใช้กันทั่วไป กระดาษปอนด์จะมีขนาดอื่นๆอีกอย่างเช่น กระดาษ A3, กระดาษ A2 หรือ กระดาษขนาด Letter เป็นต้น กระดาษชนิดนี้จะมีเนื้อสีขาว พับง่าย คงรูปได้ดี มีน้ำหนักของกระดาษและคุณสมบัติความเหนียวแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อ แต่โดยทั่วๆไปแล้ว ข้อเสียของกระดาษชนิดนี้คือ จะนำมาพับแบบพับกระดาษที่สลับซับซ้อนและมีการพับส่วนเล็กๆหักมุมมากๆไม่ดี เนื่องจากกระดาษจะมีความเปราะ และถ้าพับทบไปมามากๆกระดาษก็มักจะขาดได้ เราสามารถนำเอากระดาษปอนด์มาตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส กระดาษ A4 เมื่อตัดแล้วก็จะได้สี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดประมาณแปดนิ้ว ซึ่งค่อนข้างเหมาะกับการพับแบบทั่วๆไป สำหรับแบบพับที่ยากๆ เราสามารถใช้กระดาษขนาด A3 ซึ่งเมื่อตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสแล้ว จะได้ขนาดประมาณ 11 นิ้วครึ่ง ซึ่งใหญ่พอที่จะใช้พับแบบที่ซับซ้อนขึ้นได้ นอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถใช้กระดาษปอนด์พิมพ์ลายผ่านเครื่องพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้ได้สีและลายที่เราต้องการก่อนที่จะนำมาพับ จึงค่อนข้างเหมาะกับการใช้พับคุซุดามะ (ลูกบอลกระดาษ) ที่เราจะสามารถทำเป็นสีและลายที่เราต้องการได้ กระดาษปอนด์สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านเครื่องเขียนทั่วๆไป การเลือกซื้อกระดาษปอนด์ให้เหมาะกับการนำมาพับกระดาษควรที่จะเลือกกระดาษที่มีน้ำหนักต่ำๆ บางๆ แต่มีความเหนียวและคงรูปได้ดี 
กระดาษคราฟท์ สำหรับกระดาษคราฟท์ จะเป็นกระดาษเนื้อหยาบ มักจะเป็นสีน้ำตาล แต่ก็มีแบบที่เป็นสีขาว เรียกว่ากระดาษคราฟท์ฟอกขาว สามารถหาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ โดยมักจะขายเป็นม้วน กระดาษคราฟท์โดยทั่วไปแล้วสามารถใช้เป็นกระดาษเพื่อฝึกการพับได้ดี เนื่องจากคุณสมบัติที่มีความเหนียวและแข็งแรงมากกว่ากระดาษทั่วๆไป ทำให้สามารถใช้ลองหัดพับได้โดยที่กระดาษไม่ขาด รวมถึงมีราคาถูกและไม่เปื่อยง่าย แต่เนื่องจากกระดาษคราฟท์มักจะหนาและหยาบมากกว่าปกติ รวมทั่วยังเป็นสีน้ำตาลจึงมักจะไม่ใช้ในการพับงานตัวจริง ที่อาจจะต้องการกระดาษที่สวยกว่านี้ 


วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

TENSE

TENSE
สรุปหลักการใช้ Tense ฉบับย่อ เพื่อเปรียบเทียบให้นักเรียนได้เข้าใจและมองเห็นภาพ

Tense ใหญ่ มี 3 Tense

1. Present Tense เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
2. Past Tense เป็นเรื่องราวในอดีต
3. Future Tense เป็นเรื่องราวในอนาคต
Tense ใหญ่ แยกออกเป็น 4 Tense ย่อย รวมเป็น 12 Tense ดังนี้
1. Present Tense เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
 1.1 Presenst Simple บอกข้อเท็จจริงทั่วไป
  • I eat rice everyday. ฉันกินข้าวทุกวัน
1.2 Present Continuous บอกเหตุการณ์ที่กำลังกระทำขณะนี้
  • I am eating rice. ฉันกำลังกินข้าว
1.3 Present Perfect บอกเหุตการณ์ที่ได้ทำเสร็จแล้วขณะพูด หรือ เหตุการณ์ที่กระทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
  • have eaten rice. ผมกินข้าวแล้ว (กินอิ่มมาแล้ว)
  • have eaten rice for 20 minutes. ผมกินข้าวแล้วเป็นเวลา 20 นาที (ตอนนี้ก็กินอยู่)
1.4 Present Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คล้ายกับ Present Perfect แต่ตัวนี้เป็นการเน้นว่าทำแบบไม่หยุดเลย
  • have been eating rice for 1 hour. ผมกินข้าว (แบบไม่พูดคุยหรือลุกไปไหนเลย)เป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว
2. Past Tense เป็นเรื่องราวในอดีต
2.1 Past Simple บอกว่าได้ทำอะไร เมื่อไหร่ในอดีต
  • ate rice yesterday. ฉันกินข้าวเมื่อวาน
2.2 Past Continuous บอกเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในอดีต
  • I was eating rice when my dad came. ฉันกำลังกินข้าวอยู่ เมื่อพ่อมาถึง
2.3 Past Perfect บอกเหุตการณ์ที่ได้ทำเสร็จแล้วในอดีต
  • I had eaten rice when my dad came. ผมกินข้าวเสร็จแล้ว เมื่อพ่อมาถึง
2.4 Past Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึง ณ เวลาหนึ่งในอดีต
  • had been eating rice for 1 hour when my dad came. ผมกินข้าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว เมื่อพ่อมาถึง
3. Future Tense เป็นเรื่องราวในอนาคต
3.1 Future Simple บอกว่าจะทำอะไร ในอนาคต
  • will eat rice tomorrow. ฉันจะกินข้าวพรุ่งนี้
3.2 Future Continuous บอกเหตุการณ์ที่จะกระทำอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต
  • At nine o’clock tomorrow, I will be eating rice. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ฉันจะกำลังกินข้าวอยู่นะ (ห้ามโทรมา ห้ามมาเรียก)
3.3 Future Perfect บอกเหุตการณ์ที่จะทำเสร็จแล้วในอนาคต
  • At nine o’clock tomorrow, I will have  eaten rice. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ผมกินข้าวเสร็จแล้วนะ (โทรมาได้ เพราะว่างแล้ว)
3.4 Future Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึง ณ เวลาหนึ่งในอนาคต
  • At nine o’clock tommorrow, I will have been eating rice for 1 hour. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ผมจะกินข้าวแล้วเป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว (บอกให้รู้เฉยๆว่าฉันจะกินข้าวนานแค่ไหน)
ถึงแม้จะมี 12 Tense ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ใช้ ทุกตัวหรอกครับ ที่ใช้บ่อยได้แก่
  • Present Continuous
  • Present Simple
  • Present Perfect
  • Past simple
  • Future Simple

KUMKOM

How to play : เกมต่ออักษรภาษาไทย คำคม

คำคม (Kumkom) เป็นเกมต่่ออักษรไทยให้เป็นศัพท์ภาษาไทยที่พัฒนาขึ้นและจัดจำหน่ายโดย บ. Max Ploys จำกัด ซึ่งคล้ายกับเกมต่อศัพท์ภาษาอังกฤษ (Scrabble / Crossword) ที่ต้องจัดเรียงตัวเบี้ยอักษรที่จับขึ้นมาแบบสุ่มเรียงให้เป็นคำและวางลงบนกระดาน แต่เกมต่อศัพท์ภาษาไทย คำคม จะใช้เบี้ยที่เป็นพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ในภาษาไทยเข้ามาแทน และมีกติกาที่แตกต่างจากการเล่นเกมต่อสมการคณิตศาสตร์ A-Math และเกมต่อศัพท์ภาษาอังกฤษ Crossword คือการนำศัพท์เก่าออกจากกระดานและให้เหลือแต่คำล่าสุดที่ลงเอาไว้
วิธีการเล่นเกมต่อศัพท์ภาษาไทย คำคม

ผู้เล่นจะต้องเตรียมเบี้ย 2 ประเภทคือ เบี้ยพลาสติกที่เป็นตัวอักษรและสระ รวมถึงเบี้ยว่างซึ่งเป็นเบี้ยพิเศษที่ใช้แทนตัวอักษรใดก็ได้จำนวน 104 แบบ และเบี้ยวรรณยุกต์และสระบางตัวที่เป็นเบี้ยกระดาษ โดยมีตัวอักษรต่าง ๆ จำนวนดังต่อไปนี้
ตัวอักษรจำนวนตัวอักษรจำนวนตัวอักษรจำนวน
4 ตัว2 ตัวศ/ฤ1 ตัว
2 ตัว1 ตัว3 ตัว
2 ตัว3 ตัว2 ตัว
ฆ/ซ1 ตัว3 ตัวฬ/ญ1 ตัว
3 ตัว2 ตัว3 ตัว
2 ตัว1 ตัวฮ/ฦ1 ตัว
1 ตัว1 ตัว5 ตัว
2 ตัว2 ตัว2 ตัว
ณ/ษ1 ตัว2 ตัว5 ตัว
ฎ/ฏ1 ตัว1 ตัว4 ตัว
ฐ/ฑ1 ตัว3 ตัว2 ตัว
ฒ/ณ1 ตัว3 ตัว2 ตัว 
ด 3 ตัว3 ตัว3 ตัว
2 ตัว3 ตัว6 ตัว
1 ตัว3 ตัวตัวว่าง4 ตัว
* สามารถเลือกใช้เบี้ยที่ตัวอักษรคู่ได้เพียงตัวเดียว และเลือกได้ครั้งเดียวตลอดเกมการเล่น
* สามารถต่อเป็นตัวอักษรลากข้าง (ๅ) เช่น ฤๅ หรือ ฦๅ โดยใช้ตัวว่างได้เท่านั้น
เบี้ยแต่ละตัวจะมีคะแนนระบุเป็นตัวเลขไทยที่มุมล่างด้านขวา ซึ่งเมื่อประกอบเป็นคำและวางลงบนกระดานในตำแหน่งพิเศษที่มีสีปรากฏอยู่ จะได้คะแนนดังต่อไปนี้
  • สีฟ้า – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 2 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีเขียว – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 3 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีส้ม – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 4 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีม่วง – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 5 จากตัวอักษรนั้น ๆ
  • สีชมพู – ศัพท์คำใดที่พาดผ่านช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 2 จากคะแนนรวมของทั้งคำ
  • สีแดง – ศัพท์คำใดที่พาดผ่านช่องนี้ จะได้คะแนนคูณ 3 จากคะแนนรวมของทั้งคำ
สำหรับเบี้ยกระดาษที่เป็นวรรณยุกต์และสระบางตัวจะไม่มีคะแนนในตัวเอง แต่สามารถใช้ในการเล่นตลอดเวลาที่ต้องการ ได้แก่ สระอิ สระอี สระอึ สระอือ สระอุ สระอู ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา ไม้ทันฑฆาต และไม้หันอากาศ
เริ่มต้นการเล่น
ผู้เล่นจะต้องจับเบี้ยเพื่อสุ่มหาว่าใครจะได้เป็นผู้เริ่มเล่นก่อน โดยตัวว่างจะมีค่ามากที่สุด ตามด้วยตัวอักษรตั้งแต่ ก – ฮ แต่สระจะไม่มีค่าใด ๆ ผู้ใดได้เบี้ยที่สูงกว่าจะเป็นผู้เริ่มเล่นก่อน หรือใช้วิธีอื่นตามแต่จะตกลงกัน
ผู้เล่นหยิบเบี้ยขึ้นมา 9 ตัวจากถุงเข้าสู่ที่วางบนแป้น และผู้เล่นจะต้องประกอบตัวอักษรเพื่อสร้างคำศัพท์ที่มีความหมายในพจนานุกรมโดยใช้ตัวเบี้ยอักษรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปในแนวนอนหรือแนวตั้งก็ได้ ซึ่งผู้เล่นคนแรกจะต้องเริ่มวางจากกลางกระดานเสมอ และผู้เล่นสามารถนำเบี้ยกระดาษมาใช้สร้างคำได้ตลอดเวลา
เมื่อผู้เล่นคนแรกวางศัพท์และคำนวณคะแนนตามเงื่อนไขทั้งคำที่วางลงไปได้เรียบร้อยแล้ว ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามหรือผู้เล่นคนถัดไปจะต้องต่อคำศัพท์โดยเชื่อมกับคำที่ปรากฏบนกระดานก่อนหน้านี้ เมื่อผู้เล่นสามารถต่อศัพท์ได้เรียบร้อยแล้ว ให้นำคำศัพท์ตัวเดิมของผู้เล่นคนก่อนหน้าหรือคู่ต่อสู้ออกจากกระดาน จากนั้นจึงผลัดกันเล่นและคำนวณคะแนนต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไขในการสิ้นสุดเกม
ผู้เล่นสามารถใช้สิทธิผ่าน ไม่เลือกเล่นในตานั้น ๆ โดยที่คะแนนในตาที่ผ่านนั้นจะเป็น 0 และผู้เล่นอีกฝ่ายจะได้เล่นต่อ
ผู้เล่นสามารถต่อศัพท์ให้คำที่มีความหมายปรากฏมากกว่า 1 คำในตาเดียวกันได้ แต่ศัพท์ที่ลงจะต้องมีความหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะคิดจากแนวใด ๆ และผู้เล่นที่สามารถทำได้จะได้คะแนนจากคำศัพท์ทุกคำที่มีความหมายตามเงื่อนไขและตำแหน่งเบี้ยที่วางบนสีที่ปรากฏบนกระดาน
เงื่อนไขพิเศษในการเล่น
* ผู้เล่นจะได้คะแนนพิเศษในการเล่นเมื่อสามารถนำเบี้ยตัวอักษรมาสร้างคำใหม่ตั้งแต่ 6 – 9 เบี้ยในคราวเดียวกัน โดยจะบวกเพิ่มให้นอกเหนือจากคะแนนที่ได้จากคำศัพท์อยู่แล้วดังต่อไปนี้
6 ตัวอักษร +40 คะแนน 7 ตัวอักษร +50 คะแนน 8 ตัวอักษร +70 คะแนน 9 ตัวอักษร +90 คะแนน
* ผู้เล่นสามารถขอเปลี่ยนเบี้ยตัวอักษรที่อยู่ในแป้นตัวเองได้ตั้งแต่ 1 – 9 ตัวเมื่ออยู่ในตาของตนเอง โดยจะต้องผ่านในตานั้นทันทีหลังจากการจับสุ่มเปลี่ยนเบี้ยใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่จะเปลี่ยนไม่ได้ เมื่อตัวเบี้ยที่อยู่ในถุงเหลือไม่เกิน 9 ตัว
* ในกรณีที่ผู้เล่นไม่สามารถลงศัพท์ต่อไปได้ และยังมีเบี้ยเหลืออยู่ในถุง และมีการเปลี่ยนตัวศัพท์หรือขอผ่านฝ่ายละ 3 ครั้งติดต่อกัน ให้ยกศัพท์เก่าบนกระดานออก และเริ่มต้นเล่นใหม่กลางกระดานโดยคิดคะแนนต่อไปได้เลย
* ผู้เล่นสามารถเรียกขอตรวจศัพท์ของอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีคำนั้น ๆ ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมคำศัพท์หรือไม่ โดยหากเปิดเจอศัพท์จริง ผู้เล่นที่ร้องขอการตรวจศัพท์จะเสียการเล่นไป 1 ตาทันที แต่หากตรวจแล้วไม่พบศัพท์ ให้ยกตัวเบี้ยออก และผู้ที่ลงศัพท์ที่ไม่มีอยู่จริงจะได้คะแนน 0 คะแนนในตานั้นทันที และเปลี่ยนตาเล่นให้เป็นของผู้เล่นคนถัดไปหรือผู้ที่ร้องขอทันทีเช่นกัน
* ผู้เล่นสามารถตั้งเวลาในการเล่นเกมต่ออักษรภาษาไทย คำคม ได้ โดยแต่ละฝ่ายจะต้องใช้เวลาไม่เกิน 25 นาทีต่อเกมในการเล่น
เงื่อนไขในการสิ้นสุดเกม
เกมจะสิ้นสุดเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้เบี้ยหมด หลังจากที่เบี้ยในถุงหมดเรียบร้อยแล้ว โดยผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องนำคะแนนของเบี้ยตัวอักษรที่ตนเองมีอยู่มารวมกันแล้วคูณ 2 เพื่อเป็นคะแนนพิเศษสำหรับผู้เล่นฝ่ายที่ตัวเบี้ยหมดก่อน
ในกรณีที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายไม่สามารถลงเบี้ยได้ครบ แม้ว่าจะขอเปลี่ยนตัวศัพท์หรือขอผ่านฝ่ายละสามครั้งในกรณีที่เบี้ยตัวอักษรถูกหยิบออกจากถุงทั้งหมดแล้ว รวม 6 ครั้งติดต่อกันแล้วก็ตาม ให้ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายนับเบี้ยที่ตนเองมีอยู่รวมกัน แล้วหักคะแนนออกจากคะแนนที่ตนเองทำได้ในเกมนั้น ๆ
ผู้ใดที่มีคะแนนสะสมทั้งหมดมากกว่า ผู้นั้นเป็นฝ่ายชนะ

A-MATH

กติกาการเล่น A-math
การเริ่มต้น 

1. ผู้เล่นจะต้องจับเบี้ยขึ้นมาฝ่าย ละ ตัวเพื่อดูว่าฝ่ายใดจะได้เล่นก่อน โดยมีหลักคือเรียงตามตัวเลขจากมากไปหาน้อย เครื่อง หมายทั้งหลายถือว่าต่ำกว่า ทั้งหมด และตัวเลขที่ใกล้ 20  มากกว่าจะได้เริ่มเล่นก่อน และถ้าฝ่ายใดจับได้ Blank จะได้เริ่มก่อน (หากอีกฝ่ายจับไม่ได้เบี้ยที่เป็นเลข 20 )
2. ผู้เล่นจับตัวเบี้ยขึ้นมาฝ่ายละ ตัววางบนแป้น โดยที่ผู้เริ่มเล่นก่อนจับก่อน 
3. ผู้เล่นที่ได้เริ่มเล่นก่อนจะต้องจัดตัวเลขเป็นสมการในลักษณะหนึ่งลักษณะใด วางลงบนกระดานในแนวนอนหรือแนวตั้งเท่านั้นโดยต้องมีตัวเบี้ยตัวใดตัวหนึ่งที่ทับบนช่องดาวกลางกระดาน ตัวเบี้ยที่ทับบนช่องดาวจะได้คะแนนแป้น 3 เท่า เพราะช่องดาวกลางกระดานเป็นช่องสีฟ้า 
4. ผู้เล่นคนแรกจะต้องจับตัวเบี้ยในถุงขึ้นมาใหม่เท่ากับจำนวนตัวเบี้ยที่ใช้ไป จากนั้นจะเป็นตาเล่นของผุ้เล่นคนที่สอง ซึ่งจะต้อง ต่อสมการตัวเบี้ยที่มีอยู่ให้เป็นสมการโดยมีตัวเบี้ยที่ลงไปใหม่อย่างน้อยหนึ่งตัวสัมผัสกับตัวเบี้ยที่มีอยุ่แล้วในกระดานแล้ว อาจจะ เป็นการเพิ่มตัวเลขลงบนสมการเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว
การคำนวณคะแนน
1. จากช่องคะแนนพิเศษทั้ง 4 แบบ คือ ช่องสีแดง (ทั้งสมการคูณ 3 ) ช่องสีเหลือง (ทั้งสมการ คูณ 2) ช่องสีฟ้า (คูณ 3 เฉพาะตัวที่ทับช่อง) และช่องสีส้ม (คูณ 2 เฉพาะตัวที่ทับช่อง) หากเกิดกรณีที่ผู้เล่นลงสมการซึ้งมีเบี้ยตัวเลขที่เล่นใหม่ทับช่องพิเศษมากกว่า 1 ช่องแล้ว คะแนนที่ได้นับจากจะนับคะแนนพิเศาแต่ละตัวก่อนแล้วค่อยนำมาคิดช่องพิเศษ ของทั้งสมการ ตัวอย่างเช่น
ผู้เล่น เล่น 7-7 = 6×0 ตัวเบี้ย 7 มีค่า เท่ากับ 2 แต้ม ทับบนช่องสีฟ้า ( เฉพาะตัวคูณ 3 ) เครื่องหมาย = มีค่า 1 แต้ม ทับช่องสีส้ม(เฉพาะตัว คูณ 2) เครื่องหมาย × ทับช่องสีเหลือง (ทั้งสมการคูณ 2) คะแนน การเล่นครั้งนี้เท่ากับ 
[(2 x3)+2+2+(1 x2)+2+2+1] x 2 = 17 x2 = 34 

2. ช่องพิเศษต่างๆนั้นสามารถใช้ได้ในการเล่นทับลงไปครั้งแรกเท่านั้น ในการเล่นครั้งต่อมาเบี้ยที่ทับอยู่บนช่องพิเศษนั้นให้นับคะแนนเฉพาะค่าของเบี้ยเท่านั้น
3. หากผู้เล่นลงเบี้ยใน rank ของตนเองหมดทั้ง 8 ตัว ต่อเป็นสมการหนึ่งสมการในครั้งเดียวได้จะถือว่า Bingo และจะบวกคะแนนบิงโก 40 คะแนนเพิ่มจากคะแนนที่คำนวณได้จากสมการ
การสิ้นสุดเกม 
1. เกมสิ้นสุดเมื่อผู้เล่นคนใดคนหนึ่งใช้ตัวเบี้ยที่ตนมีอยู่จนหมด หลังจากที่ตัวเบี้ยในถุงหมดแล้ว หรือไม่มีผู้เล่นฝ่ายใดสามารถต่อสมการในกระดานได้อีก 
2. หากผู้เล่นฝ่ายหนึ่งสามารถลงเบี้ยของตนเองหมด ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามจะยังคงมีตัวเบี้ยเหลืออยู่ ให้หาคะแนนรวมของตัวเบี้ยนั้นแล้วคูณด้วย นำไปบวกให้กับ ผู้เล่นที่เป็นคนลงตัวเบี้ยหมดก่อน ยกเว้น BLANK ไม่ต้องติดลบ
3. หากผู้เล่นทั้งสงฝ่ายไม่สามรถต่อสมการในกระดานได้อีกหลังจากเบี้ยในถุงหมดแล้วและยังคงเหลือเบี้ยใน Rank ของตนเองอยู่ให้นำผลรวมคะแนนของเบี้ยที่เหลือไปหักลบออกจากคะแนนที่ได้
4. ผู้เล่นฝ่ายใดได้คะแนนมกกว่าจะเป็นผู้ชนะ
กติกาเสริม
1. หากผู้เล่นฝ่ายหนึ่งเห็นว่าผู้เล่นอีกฝ่ายลงสมการที่ไม่เป็นจริงในกระดานแล้วสามารถขอทักท้วงได้จากกรรมการการแข่งขัน และผู้เล่นฝ่ายที่ลงผิดจะต้องนำเบี้ยของตนออกจากกระดานแล้วเสียครั้งเล่นให้อีกฝ่าย2. หากผู้เล่นไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต่อสมการที่ไม่เป็นจริงแล้วสร้างสมการต่อจากสมการเดิมที่ไม่เป็นจริงให้เป็นสมการใหม่ ผู้เล่นอีกฝ่ายจะสามารถขอทักท้วงได้จากกรรมการได้เช่นกัน3. ในการแข่งขันที่ไม่มีการจับเวลาหากผู้เล่นเห็นว่าอีกฝ่ายทำการยื้อเวลาในการเล่นสามารถทักท้วงจากกรรมการได้
4. ในการแข่งขันที่ใช้นาฬิกาจับเวลาหากเวลาของผู้เล่นฝ่ายใดหมดลงก่อนที่เกมส์สิ้นสุดจะถือว่าแพ้ทันที

CROSSWORD

Scrabble หรือ Crossword เป็นเกมต่อศัพท์ภาษาอังกฤษบนกระดานขนาด 15 * 15 ช่องที่ได้รับความนิยมอย่างยาวนานตั้งแต่การจัดทำครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1938 และมีการทำออกมาหลากหลายรูปแบบทั่วโลกโดย Mattel และจัดจำหน่ายในประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาโดย Hasbro จัดจำหน่ายไป 121 ประเทศ 29 ภาษา ใช้วัสดุที่ต่างกันไป รวมถึงมีการจัดทำเกมมาแล้วบนคอมพิวเตอร์ทุกรูปแบบ ทั้งเกมคอนโซล พีซี PDA มือถือ และแท๊บเลต และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาและตัวอักษรที่ใช้ในช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 โดย Mattel
วิธีการเล่น Scrabble (Crossword)

การเล่น Scrabble จะมีอุปกรณ์คือ กระดานต่อศัพท์ขนาด 15 * 15 ช่องที่ระบุตำแหน่งแต้มพิเศษต่าง ๆ และตัวศัพท์อีก 100 ตัว โดยแบ่งเป็นตัวว่างที่สามารถใช้แทนตัวอักษรตัวใดก็ได้ 2 ตัว และตัวอักษรอื่น ๆ อีก 98 ตัว แบ่งจำนวนเป็นดังนี้

ตัวอักษรแต่ละตัวจะมีคะแนนไม่เท่ากัน แบ่งเป็น
  • 0 แต้ม – ตัวว่าง
  • 1 แต้ม – A, E, I, L, N, O, R, S, T และ U
  • 2 แต้ม – D และ G
  • 3 แต้ม – B, C, M และ P
  • 4 แต้ม – F, H, V, W และ Y
  • 5 แต้ม – K
  • 8 แต้ม – J และ X.
  • 10 แต้ม – Q และ Z
บนช่องของกระดาน Scrabble บางช่องจะมีสีที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อการนับคะแนนดังต่อไปนี้
  • สีฟ้าอ่อน – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณสองจากตัวมันเอง
  • สีน้ำเงิน – ตัวอักษรที่ลงในช่องนี้ จะได้คะแนนคูณสามจากตัวมันเอง
  • สีแดงอ่อน – ศัพท์คำใดที่พาดผ่านช่องนี้ จะได้คะแนนคูณสองจากคะแนนรวมของทั้งคำ
  • สีแดงเข้ม – ศัพท์คำใดที่พาดผ่านช่องนี้ จะได้คะแนนคูณสามจากคะแนนรวมของทั้งคำ
เมื่อศัพท์ใดถูกลงในช่องพิเศษไปแล้วจะถือว่าถูกใช้ช่องนั้นไป และเมื่อมีศัพท์คำใดต่อจากช่องพิเศษนั้นเพิ่มเติมจะไม่นับคะแนนพิเศษให้อีก
หากผู้เล่นสามารถต่อศัพท์โดยลงตัวอักษรทั้ง 7 จากตัวอักษรของตัวเองได้ ผู้เล่นจะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มอีก 50 คะแนน

วิธีการเล่นเกม
ผู้เล่นจะหาว่าใครได้เริ่มต้นก่อนโดยการจับตัวอักษรขึ้นมาจากในถุง โดยหาว่าผู้ใดจับตัวอักษรได้ตำแหน่งใกล้เคียงกับตัว A มากที่สุด หรือสามารถจับได้ตัวว่างจะเป็นผู้ที่ได้เริ่มเล่นเกมก่อน
ผู้เล่นจะเริ่มจับตัวอักษร 7 ตัวจากในถุง โดยที่ผู้เริ่มเล่นก่อนจะต้องวางศัพท์ที่มีความยาวตั้งแต่ 2 ตัวอักษรตรงกลางของกระดาน โดยให้ตัวอักษรตัวหนึ่งวางอยู่บนช่องตรงกลางในแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ และผู้เล่นคนแรกจะได้รับคะแนนคูณสองจากคะแนนของทั้งคำ
หลังจากที่ลงศัพท์ไปเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้เล่นที่ลงศัพท์ไปจับตัวอักษรขึ้นมาใหม่ให้ครบ 7 ตัวเช่นเดิม และให้ผู้เล่นคนถัดไปเล่นต่อ โดยต่อศัพท์ต่อจากคำแรกที่ลงไปในจุดใดก็ได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยเลือกลงตั้งแต่ 1 – 7 ตัวตามคำศัพท์ที่ตนเองเลือกไว้
ผู้เล่นสามารถเลือกเปลี่ยนตัวอักษรได้ตั้งแต่ 1 ตัวจนถึงทั้ง 7 ตัว โดยการขอเปลี่ยนและนำตัวอักษรกลับไปในถุง หลังจากนั้นจึงหยิบกลับมาให้ครบ 7 ตัวเช่นเดิม หรือผู้เล่นสามารถขอผ่านโดยที่ไม่เปลี่ยนตัวอักษรเลยก็ได้เช่นกัน และผู้เล่นจะไม่มีสิทธิลงศัพท์ในตานั้นไป
ข้อห้ามในการลงคำศัพท์
ผู้เล่นห้ามลงศัพท์ที่เป็นตัวย่อ เป็นคำอุปสรรคที่นำหน้าหรือตามหลังรากศัพท์ (Prefix, Suffix) หรือศัพท์ใดที่ต้องการตัว – (Hyphen) หรือตัว , (Apostrophe) หรือศัพท์ภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ปรากฏในดิกชันนารี่ภาษาอังกฤษ
วิธีการสิ้นสุดเกม
หากผู้เล่นทั้งหมดในวงขอผ่านเป็นจำนวน 2 รอบทุกคน หรือตัวอัักษรในถุงหมด และมีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งสามารถลงตัวอักษรจากแร็คของตนเองได้ทั้งหมด จะถือว่าเป็นการสิ้นสุดเกมและคำนวณแต้ม
วิธีคำนวณแต้ม
เมื่อสิ้นสุดเกม ให้นำคะแนนที่สะสมได้ทั้งหมดระหว่างการเล่น มาหักลบด้วยจำนวนแต้มรวมที่เหลืออยู่บนตัวอักษรในแร็ค และหากผู้เล่นสามารถลงตัวอักษรได้ทั้งหมด จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มจากจำนวนตัวอักษรที่เหลืออยู่บนแร๊คจากผู้เล่นที่เหลือทั้งหมด
เมื่อรวมคะแนนทั้งหมดแล้ว ผู้ใดได้คะแนนมากกว่าถือว่าเป็นผู้ชนะไป
วิธีการตรวจสอบศัพท์
ผู้เล่นสามารถตรวจสอบศัพท์ได้ โดยสามารถใช้ได้ทั้งดิกชันน่ารี่ทั่วไป หรือดิกชันนารี่ที่รวบรวมศัพท์ไว้ตรวจสอบสำหรับการเล่น Scrabble โดยเฉพาะ ทั้งแบบหนังสือและแบบอิเล็กทรอนิกส์
                                                                         
ที่มาhttp://www.thecardz.com/2011/02/how-to-play-scrabble-crossword/


กฎกติกาการเล่นครอสเวิร์ด

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทฤษฎีไดนาโม

การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยไดนาโม
                 ไฟฟ้าที่เราใช้กันทั่วไปตามบ้านเรือน หรือสถานที่ต่างๆ หรือกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการประกอบกิจการต่าง ๆนั้น ทั้งหมดเป็นกระแสไฟฟ้าที่ผลิตด้วยไดนาโม ดังนั้นเราควรรู้สักนิดครับว่า เจ้าไดนาโม ( หรือบางคนอาจเรียกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็ได้) มันทำประกอบด้วยสิ่งใดบ้างและมันทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร.......ส่วนประกอบหลักๆ หรือส่วนที่สำคัญของเจ้าไดนาโมนี้ไม่มีอะไรมากหรือไม่ซับซ้อนเลยครับ มันประกอบด้วย.........
1.....แม่เหล็ก ไว้สำหรับทำให้เกิดสนามแม่เหล็กครับ
2.............ขดลวด ซึ่งต้องเป็นขดลวดที่มีฉนวนหุ้มหรือเคลือบด้วยฉนวน ครับ..............3......พวกส่วนประกอบย่อยๆ คือ แปรง , แหวน เป็นต้น........................

    การเกิดกระแสไฟฟ้านั้นก็คือเกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำนั่นเอง ........โดยเมือ่ออกแรงหมุนที่แกนเพื่อให้ขดลวดหมุน ขดลวดก็จะเคลื่อน ที่ตัดกับสนามหรือเส้นแรงแม่เหล็ก ซึ่งได้จากแท่งแม่เหล็กซึ่งวางตำแหน่งดังภาพครับ...........    เมื่อขดลวดหมุนตัดกับเส้นแรงหรือสนามแม่เหล็ก ก็จะเป็นการทำให้เพิ่มและลดความเข้มของสนามแม่เหล็กให้แก่ขดลวด ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในขดลวด ตามหลักของการเกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ ที่กล่าวแล้วในเรื่องกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำครับ .....    ปลายเส้นลวดทั้งสองข้างของขดลวด ถูกส่งมาตามแกนหมุนไปที่แหวน และไปสัมผัสกับแปรงครับ กระแสไฟฟ้าที่ได้จะถูกส่งมาทางอุปกรณ์พวกนี้  และการที่ไดนาโมจะผลิตไฟฟ้ากระแสตรง หรือกระแสสลับก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบแหวนนี่แหละครับ (ซึ่งรายละเอียดผู้สนใจหาศึกษาได้ครับ ) ..................    ในทางปฏิบัติจริงๆ จะสลับซับซ้อนกว่านี้เยอะครับ เช่นบางครั้งไม่ได้ขดลวดหมุน แต่ให้แม่เหล็กหมุน ขดลวดอยู่กับที่ ...หรือมีขดลวดหลายชุดทำมุมกันหมุนในสนามแม่เหล็กครับ .......แต่ถึงอย่างไรก็ตามทำให้เราก็ได้หลักการของไดนาโมอย่างหนึ่งคือ
ไดนาโม ทำหน้าที่ เปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงาน ไฟฟ้า

    คือเราต้องใส่พลังงานกลหรือแรงหมุนให้แก่ไดนาโมก่อน แล้วไดนาโมจะเปลี่ยนแรงนั้นเป็นพลังงานไฟฟ้า ครับ ซึ่งไดนาโมจะทำงานตรงกันข้ามกับมอร์เตอร์ ครับ คือมอร์เตอร์
มอเตอร์ ทำหน้าที่ เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล

    โดยที่มอเตอร์ทำงานโดยเราต้องใส่พลังงานไฟฟ้าเข้าในมอเตอร์ก่อน แล้วมันจะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้านั้นเป็นพลังงานกล คืิอ เกิดแรงหมุนเพื่อนำไปทำงานต่างๆ

ฟิสิกส์ราชมงคล


โดย ครูโดม


กระแสไฟฟ้าที่ได้จากไดนาโม

ปั่นไฟชาร์จแบตเตอรี่